แชร์

ภาวะความผิดปกติของการรับความรู้สึกบริเวณอวัยวะเพศและอุ้งเชิงกราน (Persistent Genital Arousal Disorder/Genitopelvic Dysesthesia : PGAD/GPD) | BSHC

อัพเดทล่าสุด: 8 พ.ค. 2025
3540 ผู้เข้าชม

เป็นความผิดปกติทางเพศในผู้หญิงที่พบได้ไม่บ่อยนัก มีลักษณะสำคัญคือ มีอาการรู้สึกไม่สบาย ปวด บวม ตึง หรือรู้สึกเต้นตุบ ๆ คล้ายมีอาการเสียวที่บริเวณอวัยวะเพศ เช่น คลิตอริส แคมใหญ่ แคมเล็ก ช่องคลอด ฝั่งอุ้งเชิงกราน หรือทวารหนัก อย่างต่อเนื่องและรุนแรง โดยเป็นอาการที่เกิดขึ้นเองโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่สามารถควบคุมได้ และไม่ได้เกิดจากการมีอารมณ์หรือความต้องการทางเพศแต่อย่างใด อาการเหล่านี้มักส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมาก ทำให้รู้สึกอับอาย เครียด วิตกกังวล นอนไม่หลับ ไม่มีสมาธิ หงุดหงิด ซึมเศร้า และอาจมีความคิดอยากฆ่าตัวตายได้ในรายที่มีอาการรุนแรง
         สาเหตุของ PGAD/GPD ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่อาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางจิตใจ ความผิดปกติของหลอดเลือดหรือเส้นประสาทบริเวณอุ้งเชิงกราน ผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น ยาต้านเศร้า หรือการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในวัยทองของผู้หญิง
         การวินิจฉัย PGAD/GPD จำเป็นต้องอาศัยการซักประวัติอย่างละเอียด การประเมินด้านจิตใจ การตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การตรวจระดับฮอร์โมน การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงที่อวัยวะเพศและอุ้งเชิงกราน การทำ EEG CT หรือ MRI สมอง เป็นต้น
         วิธีการรักษา PGAD/GPD มีหลากหลาย ได้แก่ การทำจิตบำบัด เช่น การจัดการความเครียด การทำสมาธิ การใช้ความเย็นหรือยาชาเฉพาะที่ การปรับเปลี่ยนหรือหยุดยาที่อาจก่อให้เกิดอาการ การใช้ยาต้านเศร้า ยากันชัก การฉีดสารอุดกั้นหลอดเลือดที่ผิดปกติ การผ่าตัดรักษาภาวะเส้นประสาทพูเดนดัลถูกกดทับ การทำ TENS หรือการผ่าตัดกระดูกสันหลังในกรณีที่พบความผิดปกติบริเวณรากประสาทไขสันหลังระดับก้นกบ (Sacral spine) เป็นต้น
         โดยสรุป ภาวะความผิดปกติของการรับความรู้สึกบริเวณอวัยวะเพศและอุ้งเชิงกราน (PGAD/GPD) แม้จะเป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อย แต่ก็ส่งผลกระทบรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ทั้งในแง่สุขภาพกายและสุขภาพจิต โรคนี้ต้องการความเข้าใจและการยอมรับจากสังคม ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างรอบด้านทั้งทางกายและใจ ตลอดจนการค้นคว้าวิจัยที่มากขึ้นเพื่อหาสาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง และแนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพ บุคลากรทางการแพทย์และผู้ให้การดูแลต้องมีความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ และพร้อมให้การสนับสนุนผู้ป่วยในการรับมือและจัดการกับอาการของโรคนี้ เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้น


บทความที่เกี่ยวข้อง
ภาวะเจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ (Dyspareunia) เจ็บแค่ไหนที่ควรมาปรึกษาแพทย์?
เมื่อมีอาการเจ็บปวดใหม่หรือเจ็บปวดเพิ่มขึ้นขณะมีเพศสัมพันธ์ เมื่อมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ มีแผลหรือรอยแดงบนอวัยวะเพศ มีประจำเดือนไม่ปกติ ตกขาวผิดปกติ หรือมีอาการปวดท้องน้อย มีอาการปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อยหรือมีปัญหาเกี่ยวกับการขับถ่าย และมีความเจ็บปวดที่ไม่สามารถอธิบายได้จากสาเหตุทางกาย หากคุณประสบปัญหาเหล่านี้ ไม่ควรลังเลที่จะปรึกษากับแพทย์ เพื่อที่คุณจะได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้องและการรักษาที่เหมาะสม การรักษาอาจรวมถึงการใช้ยา การทำกายภาพบำบัด การบำบัดทางเพศ หรือการเข้ารับการบำบัดด้วยวิธีอื่นๆ ที่สามารถช่วยลดอาการเจ็บปวดและปรับปรุงความสัมพันธ์ของคุณให้ดีขึ้น
29 ก.ย. 2023
ภาวะเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
อาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์หรือ Dyspareunia เป็นหนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยในเวชปฏิบัติด้านสูติ-นรีเวช โดยผู้หญิงอเมริกันอย่างน้อย 20 ล้านคนต้องเผชิญกับอาการปวดเรื้อรังขณะมีเพศสัมพันธ์ในช่วงชีวิต ซึ่งแต่เดิมมักเข้าใจผิดว่าเกิดจากสาเหตุทางจิตใจเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันพบว่าเกือบทั้งหมดมีสาเหตุมาจากปัจจัยทางกายภาพ
6 เม.ย. 2024
Office Syndrome and Sexual
ถ้าพูดถึง Office syndrome ทุกคนคงจะรู้ดี หรือกำลังมีปัญหา จากการปวดตึง คอบ่าไหล่ หลังส่วนบน หรือมในบางคนจะมีอาการปวดร้าวขึ้นไปทางศีรษาะ คล้ายกับอาการไมเกรน ซึ่งด้วย การใช้ชีวิตในปัจจุบันนั้น ย่อมส่งผลไม่ดีต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น การนั่งทำงานเป็นระยะเวลานาน หรือการนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสบกับร่างกาย ส่งผลให้ปัญหา Office syndrome นั้นเรื้อรัง และไม่น้อยกว่า 80 % ของคนวัยทำงาน ต้องเคยเจอหรือกำลังมีปัญหา Office syndrome
10 เม.ย. 2024
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy