แชร์

ภาวะฝ่อลีบของช่องคลอดและอวัยวะเพศ (Vulvar and Vaginal Atrophy) | BSHC

อัพเดทล่าสุด: 10 เม.ย. 2024
1774 ผู้เข้าชม

ภาวะฝ่อลีบของช่องคลอดและอวัยวะเพศ (Vulvar and Vaginal Atrophy) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากมีอาการเจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ โดยมักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนและเทสโทสเทอโรน ซึ่งส่งผลให้เนื้อเยื่อบริเวณช่องคลอดและอวัยวะเพศบางลง เกิดอาการแห้ง ระคายเคือง ฉีกขาดง่าย และเจ็บบริเวณทางเข้าช่องคลอด (Vestibulodynia) นอกจากนี้ ภาวะนี้ยังเป็นอาการที่พบได้บ่อยในกลุ่มอาการทางเดินปัสสาวะและอวัยวะเพศในวัยหมดประจำเดือน (Genitourinary Syndrome of Menopause: GSM)
         สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนที่นำไปสู่ภาวะนี้มีหลายปัจจัย เช่น การใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมน (ยาเม็ด แผ่นแปะ ห่วงอนามัย ยาฉีด) ยารักษาภาวะมีบุตรยาก ยารักษาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (เช่น Lupron ยาเม็ดคุมกำเนิด) การผ่าตัดเอารังไข่ออก และการเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน หากไม่ได้รับการรักษา อาการเหล่านี้จะค่อย ๆ แย่ลง ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตทางเพศ ในผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือน การหลีกเลี่ยงการใช้ยาคุมกำเนิดฮอร์โมนขนาดต่ำมากหรือยาคุมกำเนิดฮอร์โมนเพื่อรักษาสิวอาจช่วยป้องกันการเกิดภาวะนี้ได้
         อาการที่พบบ่อย ได้แก่ เจ็บขณะสอดใส่ ช่องคลอดแห้ง มีการหล่อลื่นลดลง ความต้องการทางเพศลดลง แสบ และระคายเคือง จากการตรวจร่างกายจะพบผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศบางลง มีรอยแตกระหว่างแคมใหญ่และแคมเล็ก และมีอาการกดเจ็บทั่วบริเวณอวัยวะเพศ นอกจากนี้ ระดับฮอร์โมนเอสตราไดออลและเทสโทสเทอโรนอิสระในเลือดอาจต่ำกว่าปกติ
         การรักษาภาวะนี้ในผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือน ได้แก่ การหยุดใช้ยาที่เป็นสาเหตุ หรือการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนและ/หรือเทสโทสเทอโรนชนิดทาเฉพาะที่หรือชนิดรับประทานเพื่อรักษาระดับฮอร์โมนให้สมดุล (แม้ยังไม่ได้รับการรับรองจาก FDA) ส่วนผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน แนะนำให้ใช้ครีมหรือยาเหน็บเอสตราไดออลชนิดเหมือนธรรมชาติที่ได้รับการรับรองจาก FDA หรือยากลุ่ม SERM อย่าง Osphena ในการรักษา
         การรักษาภาวะฝ่อลีบของช่องคลอดและอวัยวะเพศควรเริ่มต้นโดยเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้อาการแย่ลงจนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ผู้หญิงที่มีอาการควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องและเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม การรักษาที่เหมาะสมจะช่วยบรรเทาอาการและฟื้นฟูสุขภาพทางเพศได้อย่างมีประสิทธิภาพ


บทความที่เกี่ยวข้อง
โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบเรื้อรังชนิดไม่ติดเชื้อ
เป็นภาวะที่ผนังกระเพาะปัสสาวะเกิดการอักเสบรุนแรง ทำให้มีอาการปัสสาวะบ่อยมาก (สูงสุดถึง 60 ครั้งต่อวัน) ปวดท้องน้อยและช่องคลอดรุนแรง รวมถึงมีอาการเจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ (Dyspareunia) โดยพบว่าผู้หญิงที่เป็นโรคนี้ถึงร้อยละ 75 รายงานว่าการมีเพศสัมพันธ์จะยิ่งทำให้อาการปวดและปวดปัสสาวะแย่ลง
6 เม.ย. 2024
มีเพศสัมพันธ์บ่อย  ทำให้น้องสาวหลวม จริงหรือไม่? | BSHC
ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว การมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้ทำให้ขนาดของช่องคลอดเปลี่ยนไป และไม่ได้ส่งผลกระทบในระยะยาวต่อความกระชับของช่องคลอดขณะมีเพศสัมพันธ์ กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่ล้อมรอบช่องคลอดจะค่อย ๆ คลายตัวเพื่อให้สอดใส่ได้ ซึ่งจะทำให้ช่องคลอดมีขนาดกว้างกว่าปกติชั่วคราวระหว่างและหลังมีเพศสัมพันธ์ แต่เมื่อกิจกรรมจบลง กล้ามเนื้อรอบ ๆ ช่องคลอดจะกลับสู้ลักษณะและรูปร่างเดิม
31 พ.ค. 2024
ภาวะเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
อาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์หรือ Dyspareunia เป็นหนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยในเวชปฏิบัติด้านสูติ-นรีเวช โดยผู้หญิงอเมริกันอย่างน้อย 20 ล้านคนต้องเผชิญกับอาการปวดเรื้อรังขณะมีเพศสัมพันธ์ในช่วงชีวิต ซึ่งแต่เดิมมักเข้าใจผิดว่าเกิดจากสาเหตุทางจิตใจเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันพบว่าเกือบทั้งหมดมีสาเหตุมาจากปัจจัยทางกายภาพ
6 เม.ย. 2024
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy